tnews 1519959158 4349

13873124_1216780798372122_7452285260777577547_n.jpgเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2559 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนและประสานงานการปฏิรูปองค์กรตำรวจพร้อมด้วย พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. หัวหน้าคณะ ทำงานด้านการปฏิรูประบบงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย ได้เดินทางลงพื้นที่ สภ.เมืองนนทบุรีเพื่อติดตามการดำเนินการในการจัดทีมพนักงานสืบสวนสอบสวนแบบ บูรณาการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและการอำนวยความยุติธรรมในเบื้องต้น ซึ่งสภ.เมืองนนทบุรี เป็นหนึ่งในจำนวนสถานีตำรวจทั้งหมด 514 แห่งทั่วประเทศ จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า จากการติดตามความคืบหน้าของการปฏิรูประบบการสืบสวนสอบสวนตามแนวทางที่สำนัก งานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดให้ 514 สถานีตำรวจดำเนินการอยู่ในขณะนี้ พบว่าผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจทุกแห่ง ได้ให้ความสนใจและเร่งรัดดำเนินการกันอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกคนได้เข้าใจตรงกันว่า ถึงเวลาแล้วที่ตำรวจจะต้องเริ่มปฏิรูปงานของตนเอง และไม่ต้องให้ใครมาบังคับ แต่เป็นหน้าที่ของตำรวจทุกคนในแต่ละสถานีตำรวจ ที่จะต้องช่วยกันขับเคลื่อนและผลักดันอย่างเต็มที่ ซึ่ง พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบก็ได้ติดตามดูแลและประเมินผลในการปฏิรูปงาน ด้านนี้อย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกันสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้กำหนดให้มีการฝึกอบรมพนักงานสอบสวน ทุกนายไปพร้อมๆ กันอย่างต่อเนื่องด้วย ทั้งในเรื่องขององค์ความรู้ จริยธรรม คุณธรรม และจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการทำหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมให้กับ ประชาชนในระดับสถานีตำรวจ
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวด้วยว่า สำหรับสภ.เมืองนนทบุรี ก็ได้เริ่มปฏิรูประบบงานสืบสวนสอบสวนแบบบูรณาการแล้ว และจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ตามที่ได้กำหนดไว้ เช่นเดียวกับสถานีตำรวจอื่นๆ โดยในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1ซึ่งมีทั้งสิ้น 54แห่งประกอบด้วย
จังหวัดนนทบุรี 7 แห่ง ได้แก่ สภ.เมืองนนทบุรีบางบัวทอง บางใหญ่บางกรวย บางศรีเมืองคลองข่อยปลายบาง จังหวัดปทุมธานี 10 แห่ง ได้แก่ สภ.เมืองปทุมธานี คูคต คลองหลวง ปากคลองรังสิต คลองห้า สามโคก สวนพริกไทย ลาดหลุมแก้ว ลำลูกกา ธัญบุรีจังหวัดสมุทรปราการ 7 แห่ง ได้แก่สภ.เมืองสมุทรปราการ บางพลีน้อย บางเสาธง สำโรงเหนือ บางพลีบางปู บางแก้ว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 5 แห่ง ได้แก่สภ.พระนครศรีอยุธยา อุทัย ภาชี บางปะอิน วังน้อย จังหวัดลพบุรี 9 แห่ง ได้แก่ สภ.

เมืองลพบุรีเพนียด พัฒนานิคม โคกเจริญ ท่าหลวง บ้านเบิกท่าหิน ลำสนธิ ชัยบาดาลจังหวัดสิงห์บุรี 4 แห่ง ได้แก่ สภ.เมืองสิงห์บุรี อินทร์บุรี บางระจัน ค่ายบางระจันจังหวัดอ่างทอง6 แห่ง ได้แก่สภ.เมืองอ่างทอง วิเศษชัยชาญ สีบัวทอง ป่าโมก ไชโย โพธิ์ทองจังหวัดชัยนาท 2 แห่ง ได้แก่ สภ.เมืองชัยนาท สรรคบุรีและ จังหวัดสระบุรี4 แห่ง ได้แก่ เมืองสระบุรี วิหารแดง มวกเหล็ก และ หนองแค
“สถานีตำรวจทั้ง 54 แห่งจะต้องจัดทีมบูรณาการงานรับแจ้งความและสืบสวนสอบสวนไม่น้อยกว่า 3 ทีม แต่ละทีมจะประกอบด้วยพนักงานสอบสวนหัวหน้าทีม พนักงานสอบสวนประจำทีม ฝ่ายสืบสวนฝ่ายป้องกันปราบปราม ฝ่ายจราจร ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน รวมทั้งฝ่ายตรวจสถานที่เกิดเหตุและพิสูจน์หลักฐาน โดยจะต้องจัดยานพาหนะ และวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงานด้วย โดยพนักงานสอบสวนหัวหน้าทีมในแต่ละผลัด จะต้องเป็นผู้บริหารคดีที่ร่วมรับผิดชอบในการสืบสวนสอบสวน ก่อนเข้าเวรในแต่ละผลัดจะต้องประชุมทีมพนักงานสอบสวนเพื่อตรวจสอบความพร้อม ในการปฏิบัติงาน และเมื่อออกเวรก็จะต้องประชุมสรุปเกี่ยวกับคดีต่างๆ ที่ได้รับแจ้งความไว้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อวางแผนงานในการติดตามและเร่งรัดคลี่คลายคดีทั้งในเรื่องการสืบสวนสอบ สวนรวบรวมพยานหลักฐาน การติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด การทำสำนวนและมีความเห็นทางคดีรวมทั้งจะต้องควบคุมดูแลพฤติกรรมของพนักงาน สอบสวนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามจรรยาบรรณของพนักงานสอบสวนอย่างเคร่งครัด โดยกระบวนการต่างๆ จะต้องเป็นไปด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และเท่าเทียมอย่างแท้จริงต้องไม่มีข้อผิดพลาดบกพร่องเกิดขึ้นเพราะนอกจากจะ เกิดผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่เกี่ยวข้องในคดีความเป็น อย่างมากแล้ว ยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น ทั้งต่องานสอบสวนและพนักงานสอบสวนโดยรวมด้วย”
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวด้วยว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการประชุมมอบนโยบายกับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. 10 ท่านที่รับผิดชอบกำกับดูแลการปฏิรูปองค์กรตำรวจทั้ง 10 ด้าน ท่าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับให้ทุกคนเร่งรัดและติดตามการปฏิรูปของทุกหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องอย่างใกล้ชิด และจะต้องให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการปฏิรูประบบงานสืบสวนสอบสวนของ 514 สถานีตำรวจทั่วประเทศ ที่จะต้องแล้วเสร็จให้ได้ภายใน 1 ปี โดยหัวหน้าสถานีตำรวจทุกคนจะต้องรับผิดชอบดำเนินการ หากพบว่าหัวหน้าสถานีตำรวจคนใดไม่สนใจหรือไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปใน ครั้งนี้ให้ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่กำกับดูแลรายงานให้ทราบ โดยจะมีการพิจารณาลงโทษทางวินัยและจะต้องแต่งตั้งโยกย้ายไปทำหน้าที่อื่นตาม ที่ได้เคยให้นโยบายไว้แล้ว.